จังหวะและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย
คือ การทำกิจกรรมที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรีหรือเสียงต่างๆ อย่างอิสระ พร้อมกับใช้อุปกรณ์ตามจินตนาการ เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น การเดิน การวิ่ง กระโดด และการทรงตัว
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจังหวะ
พิชิต ภูติจันทร์ และธงชัย มาศสุพงศ์ (2531: 16) ได้ให้ความหมายคำว่า จังหวะ หมายถึง อัตราความช้าเร็วในการเคลื่อนไหวซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับเวลา จังหวะเกิดขึ้นได้จากสิ่งต่อไปนี้ เช่น การตบมือ เคาะไม้ เคาะกะลา ตีกลอง ตีฉิ่ง การนับ เป็นต้น
ดังนั้น การเรียนรู้การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะของเด็กจึงจำเป็นต้องฝึกหัดฟ๎งจังหวะเสียก่อน จึงจะไปฝึกหัดการเคลื่อนไหวภายหลัง การฝึกให้เด็กหัดฟ๎งเพลง หรือดนตรี เมื่อฟ๎งจังหวะออกแล้วให้หัดตบมือ เคาะมือ เคาะเท้ากับพื้น จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับจังหวะ โดยฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกายที่อยู่กับที่ก่อน เมื่อเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่แล้วจึงเริ่มฝึกการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ไปพร้อมกับจังหวะ โดยเริ่มจากทักษะง่าย ๆ ก่อน เช่น การเดินพร้อมกับจังหวะ
วิธีการให้จังหวะแบ่งได้ 2 วิธี
1.1 การให้จังหวะแบบมีเสียง เช่น ตบมือ เคาะไม้ ตีฉิ่ง ตีกรับ ตีกลอง เปุานกหวีด เคาะแทมบูรีน เป็นต้น
1.2 การให้จังหวะแบบไม่มีเสียง เช่น การโบกมือซ้าย - ขวา โบกมือขึ้นลงเด็ก ๆ จะต้องใช้สายตาดูที่มือของผู้นำจังหวะตลอดเวลา
การเคลื่อนไหวประกอบเพลง
ในการฝึกฟ๎งเพลงที่บรรเลงหรือเพลงที่ร้อง เพลงบางเพลงอาจจะเป็นเพลงที่มีจังหวะช้า บางเพลงจังหวะปานกลาง หรือบางเพลงมีจังหวะเร็ว ครูจะต้องให้เด็กเริ่มฝึกฟ๎งจังหวะเพลงก่อน โดยอาจฟ๎งที่เสียงเบส กลอง เพลงที่นำมาให้ฟ๎งจังหวะต้องเป็นเพลงที่มีจังหวะชัดเจน
รังสฤษฎิ์ บุญชะลอ (2541: 65 - 66) ได้ให้คำแนะนำกิจกรรมในการฝึกเรื่องจังหวะไว้ดังนี้
1 ให้นักเรียนนั่งฟ๎งเพลงเฉย ๆ ก่อนโดยเลือกเพลงที่มีจังหวะชัดเจน
2 ให้ฝึกทักษะจังหวะโดยการเคาะจังหวะกับพื้น ตบมือ หรือผงกศีรษะ
3 เมื่อเคาะตามจังหวะได้อย่างถูกต้องแล้วจึงเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะ
4 เพิ่มการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะ
5 ฝึกให้เคลื่อนไปตามจุดที่กำหนด ขณะที่เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
6 ให้เคลื่อนไหวง่าย ๆ เช่น เดิน วิ่ง ให้เข้าจังหวะ
7 ใช้เกมการเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งมีชีวิตหรือธรรมชาติโดยให้ทำเข้ากับจังหวะ เช่น
เดินเป็ด เดินช้าง เดินขบวนรถไฟ กระโดดแบบข้าวโพดคั่วแตก
การเคลื่อนไหวประกอบเพลง (Motion Song)
การเคลื่อนไหวประกอบเพลง เป็นการเคลื่อนไหวแบบง่าย ๆ โดยใช้ท่าทางการเคลื่อนไหวที่นำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากชีวิตประจำวัน มาแสดงออกอย่างอิสระ ตามความรู้สึก ความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ช่วยให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน
สุรีย์พร ภูศรี (2542: 35) ให้ข้อคิดว่าการเคลื่อนไหวประกอบเพลงเป็นกิจกรรมที่ใช้กับเด็กเล็กได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเด็กในระดับปฐมวัยตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาเพราะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระตามความรู้สึกนึกคิด เน้นให้เด็กนำเอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้ในกิจกรรม ซึ่งสนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก ให้ความสนุกสนานเด็กได้เคลื่อนไหวออกกำลังกาย เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพื้นฐานความคิดทางสมองและพัฒนาการทางอารมณ์
ตวงพร ศิริสมบัติ (2539: 35) ได้กล่าวถึง การเคลื่อนไหวประกอบเพลงเป็นการผสมผสานทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นทั้งแบบอยู่กับที่และแบบเคลื่อนที่โดยจัดเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวตามเนื้อเพลงที่กำหนด ที่นำมาประกอบเหมาะสำหรับเด็กอนุบาลหรือเด็กระดับประถมศึกษา
พิชิต ภูติจันทร์ และธงชัย มาศสุพงศ์ (2531: 30) ได้กล่าวถึง การเคลื่อนไหวประกอบเพลง ได้แก่ การร้องเพลงต่าง ๆ แล้วเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไปตามจังหวะเพลง โดยยึดหลัก 2 ประการคือ
1. ท่าทางการเคลื่อนไหวนั้นสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง
2. ให้ท่าการเคลื่อนไหวนั้นเข้ากับจังหวะเพลงโดยไม่คำนึงถึงเนื้อหาของเพลง
ชัยวัฒน์ เหล่าสืบสกุลไทย (2549: 112 - 113) ได้สรุปว่า การเคลื่อนไหวประกอบเพลง หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไปตามจังหวะเพลงโดยท่าทางการเคลื่อนไหว อาจสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลงหรือไม่ก็ได้ ซึ่งขณะเคลื่อนไหวทำท่าทางนั้นอาจจะฟ๎งเพลง หรือร้องเพลงไปด้วยก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานอย่างเต็มที่
ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวประกอบเพลงนั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลินและได้แสดงออกอย่างอิสระ เสรี พร้อมทั้งพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นและยังได้สมรรถภาพทางกายอีกด้วย
พัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหว ประดินันท์ อุปรมัย (2549: 107 - 108);
เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ (2549: 145 - 147) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวไว้พอสรุปได้ ดังนี้
- ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทประสานงานกันได้ดีขึ้น
- สายตาและกล้ามเนื้อมือยังทำงานประสานกันไม่ดีนัก เนื่องจากการพัฒนากล้ามเนื้อมีไม่เท่ากัน
- วิ่ง กระโดดได้คล่องแคล่ว
- กล้ามเนื้อมัดเล็กจะเจริญขึ้น จึงทำงานประเภทใช้ความประณีตได้ดีขึ้น เช่น เย็บผ้า ประดิษฐ์สิ่งของ ทำงานฝีมือ
- กิจกรรมทักษะทางกลไก (Motor Skill) ทำได้ดีขึ้น ดังทักษะต่อไปนี้
(เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ (2549 : 145-147)
1. การกระโดด (Jumping)
- การกระโดดสูงโดยให้เด็กชูมือเหนือศีรษะแล้วกระโดดให้สูงที่สุดแตะผนัง (Vertical Jump) เป็นการวัดทักษะทางกลไกและวัดความแข็งแรงพบว่าเด็กชายกระโดดได้สูงกว่าเด็กหญิงหลังอายุ 7 ปีไปแล้ว
- การกระโดดข้ามตาราง (Hopscotch) เป็นการวัดความแม่นยำและความแข็งแรงในการกระโดดพบว่าเด็กทำได้ดีเมื่ออายุ 6 ปีไปแล้ว เด็กหญิงกระโดดได้ดีกว่าเด็กชายยิ่งโตทักษะยิ่งดีขึ้น
2. ทักษะในการเล่นลูกบอล (Skill in Ball Play)
2.1 ทักษะการปา
- ความแม่นยำในการปาลูกบอลจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
- เด็กชายมีทักษะในการปาลูกบอลดีกว่า
2.2 ทักษะการรับ
- ทักษะในการรับมากกว่าการปา การรับบอลจะดีหรือไม่ขึ้นกับขนาดและความเร็วของลูกบอล
- ความสามารถในการคาดคะเนว่าควรจะรับบอลเมื่อไรจะดีตามอายุที่เพิ่มขึ้น
- พบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในความสามารถด้านนี้
2.3 ทักษะการตีและการเตะบอล
- โดยทั่วไปเด็กชายจะทำได้ดีกว่าเด็กหญิง อาจเป็นเพราะเด็กชายเล่นเกมเหล่านี้มากกว่าเด็กหญิง
3. เวลาในการมีเวลาปฏิกิริยา (Reaction Time)
- พบว่าระยะเวลาในการมีปฏิกิริยาตอบสนองจะลดน้อยลงเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น และจะลดลงในช่วงอายุ 4-9 ปี
พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กมีพัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับเหมือน ๆ กันในเด็กทุกคนมีลักษณะการพัฒนาการดังนี้
1. การพัฒนาเริ่มจากส่วนบนคือศีรษะลงไปสู่ส่วนล่างของร่างกายช่วงแรกจะมีการพัฒนาเร็วและค่อย ๆ ช้าลง
2. การควบคุมการทรงตัวของส่วนต่าง ๆ จะเกิดก่อนการพัฒนาในเรื่องการเคลื่อนไหว
3. การเคลื่อนไหวในวัยแรกเกิดจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อน เช่น สะดุ้ง ผวา แต่เมื่อสมองพัฒนาขึ้น การเคลื่อนไหวจะเกิดจากความเข้าใจที่เกิดจากการเรียนรู้
4. การเคลื่อนไหวจะเริ่มจากแกนกลางของลำตัว ออกไปสู่ส่วนปลายคือ มือและเท้า เช่นเด็กจะบังคับแขนได้ก่อนที่จะบังคับการใช้นิ้วมือ
5. การพัฒนาการเคลื่อนไหวทั่วไปก่อนที่จะไปสู่การเคลื่อนไหวเฉพาะเจาะจงการสอนทักษะการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา ควรเน้นที่ทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นและจัดกิจกรรมที่พัฒนาทักษะกลไกมากกว่าการพัฒนาทักษะทางกีฬา โดยกิจกรรมที่จัดต้องคำนึงถึงความพร้อมและวุฒิภาวะเป็นสำคัญ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ทักษะการเคลื่อนไหวจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่อไปนี้
1. ความพร้อมของผู้เรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ
2. แรงจูงใจให้เด็กอยากเรียน
3. สร้างความสนใจที่จะเรียนรู้ของเด็ก
4. กิจกรรมที่จัดสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้ไปยังทักษะใหม่ได้
5. การให้ข้อมูลย้อนกลับให้เด็กสามารถปรับปรุงและแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง
6. การเสริมแรงเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมและสร้างนิสัยในการฝึกหัดเพื่อเกิดการเรียนรู้
พัฒนาการการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ
พัฒนาการทางดนตรีของเด็กปฐมวัย
การเรียนการสอนดนตรีในระดับปฐมวัยนั้น การเข้าใจธรรมชาติหรือพัฒนาการต่าง ๆ
ของเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าเด็กปฐมวัยเป็นเด็กที่มีความสามารถและมีพัฒนาการต่าง ๆ ที่อยู่ในขีดจำกัด ถ้าครูจัดกิจกรรมที่เกินความสามารถพัฒนาการของเด็ก นอกจากเด็กจะทำไม่ได้แล้ว
ยังอาจเกิดอันตรายและมีผลเสียไปถึงพัฒนาการด้านอื่น ๆ ด้วย
พัฒนาการทางดนตรีของเด็กปฐมวัยเป็นพัฒนาการที่กล่าวรวมระหว่างพัฒนาการด้าน
การเคลื่อนไหวและพัฒนาการด้านดนตรี เนื่องจากดนตรีและการเคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์ซึ่งกัน
และกัน กล่าวคือ เด็กจะแสดงออกถึงพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านพัฒนาการด้าน
ดนตรี ( Jalongo, 1996 และ Pica, 2010 ) ดังนั้น พัฒนาการทางดนตรีของเด็กปฐมวัยจึงเกี่ยวข้องกับ
พัฒนาการการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ พัฒนาการการฟังดนตรี และพัฒนาการร้องเพลง
โดยมีรายละเอียดดังนี้
ปิก้า (Pica, 2010 ) นำเสนอพัฒนาการการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบดนตรีของเด็ก
ปฐมวัยดังนี้
1) เด็กอายุ 3 ปีสามารถใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวประกอบเพลงได้โดยสามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือ ปรบมือ เดิน วิ่ง และกระโดดได้แต่ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามจังหวะอย่างถูกต้อง
2) เด็กอายุ4 ปีสามารถควบคุมร่างกายในการเคลื่อนไหวประกอบเพลงได้ดีขึ้นโดยการเคลื่อนไหวร่างกายนั้น สามารถเริ่มและหยุดตามเสียงเพลงที่เกิดขึ้นได้และสามารถเคลื่อนไหวตามลักษณะของเสียงที่เกิดขี้นทีละหนี่งอย่างเท่านั้นได้แก่ระดับเสียงสูงหรือต่ำ เสียงดังหรือเบาและจังหวะเร็วหรือช้า และการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะยังไม่มีความสมบูรณ์มากนัก
3) เด็กอายุ 5 ปีสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบจังหวะได้ดีทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม และควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายในทิศทางต่าง ๆ ได้เริ่มเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวกับจังหวะของดนตรีได้ดีและสามารถเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกับการเล่นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะได้
ไน ( Nye, 1983 ) ระบุถึงพัฒนาการการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบดนตรีของเด็กอายุ3-5 ปีดังนี้
1) เด็กอายุ 3 ปี สามารถเดินเข้าจังหวะตามเสียงกลองได้สม่ำเสมอถ้าผู้สอนตีกลองในจังหวะช้าและสามารถใช้ร่างกายตอบสนองต่อเสียงเพลงอย่างเสรี
2) เด็กอายุ 4 ปีรู้ว่าการตบมือเป็นสิ่งหนี่งที่ช่วยทำ ให้ตนเองเกิดความเข้าใจในเรื่องรูปแบบจังหวะและสามารถจดจำ ท่าทางเคลื่อนไหวร่างกายในลกัษณะต่าง ๆ ได้มากขึ้น
3) เด็กอายุ 5 ปีสามารถเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอได้และมีความเข้าใจเรื่องทิศทางจึงสามารถเคลื่อนไหวร่างกายในทิศทางต่าง ๆ ได้สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะที่เพิ่มมากขี้นตามช่วงวัย และเด็กวัย 5 ปีจะมีความสามารถเคลื่อนไหวร่างกายไดอ้ย่างสม่ำเสมอ สามารถตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้เป็นอย่างดี
พัฒนาการการฟังดนตรี
ไน ( Nye, 1983 ) ระบุถึงพัฒนาการการฟังดนตรีของเด็กอายุ 3-5 ปี ดังนี้
1) เด็กอายุ 3 ปี สามารถจดจำเสียงต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวและเสียงเงียบได้ แต่ไม่สามารถ
แยะแยกความแตกต่างของเสียงที่ได้ยินได้
2) เด็กอายุ 4 ปี สามารถรับรู ้เรื่องระดับเสียงดีขึ้น สามารถแยกแยะความแตกต่างและ
ความเหมือนของเสียงได้ แต่ยังมีความสับสนอยู่บ้าง
3) เด็กอายุ 5 ปี สามารถรับรู้และแยกแยะจังหวะและลักษณะของเสียงได้ และชอบฟังดนตรีที่มีอารมณ์เด่นชัด เช่น สนุกสนาน เศร้า น่ากลัว
ฟลอห์ร ( Flohr, 2005 ) ระบุพัฒนาการการฟังดนตรีของเด็กอายุ 3-5 ปี ไว้ว่า เด็กอายุ 3
5 ปี เป็นช่วงที่มีพัฒนาการการฟังที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเด็กอายุ 5 ปี จะสามารถแยกแยะอารมณ์เพลง
แบบสนุกสนานและเศร้าตามจังหวะของเพลง
สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยจะมีพัฒนาการการฟังดนตรีที่ดีขึ้นตามช่วงวัย และเด็กวัย 5 ปี จะ
สามารถฟังเพลงได้นานขึ้นมากรู้และสามารถแยกแยะจังหวะ ทำนอง ลักษณะของเสียงเพลงได้ดี
และยังสามารถรับรู ้ด้านความรู ้สึกถึงอารมณ์ของเพลงได้อีกด้วย
กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้น
ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ
กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ ตามจังหวะของเสียงดนตรีและเสียงเพลง มีผู้ให้ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะหลายท่าน กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2553: 9) สรุปไว้ว่า กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่ร่างกายตอบสนองต่อจังหวะของเสียงเพลงและดนตรีตามอัตราความช้าและความเร็วของจังหวะ และแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการไม่ใช่แต่เพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา
ประเภทของกิจกรรมการเคลื่อนไหว
การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในขณะที่ยืนอยู่หรือนั่งอยู่กับที่ เช่น ตบมือ ก้มเงย ผงกศีรษะ สั่นแขน ดัน บิดตัว ยกเท้า นั่งลง ลุกขึ้น กระทืบเท้า เหยียดเท้าและเหยียดแขนออกไป เป็นต้น
การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องเคลื่อนออกไปจากจุดเดิม การเคลื่อนไหวแบบนี้ขึ้นอยู่กับการใช้เท้าเป็นสำคัญ โดยการก้าวเท้าออกไปในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดดไปข้างหน้าและข้างหลัง เป็นต้น
ทักษะของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ส่วนฐานของร่างกายอยู่กับที่ไม่ต้องเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองเป็น 3 ลักษณะคือ
1.1 การเคลื่อนไหวพื้นฐาน เป็นทักษะง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาแต่เกิด อาจเริ่มต้นด้วย
การยืนอยู่กับที่แล้วก้มตัวลง เงยหน้าขึ้นแล้วเอียงตัวไปทางซ้าย-ขวา เหวี่ยงแขนบิดตัวไปมา หมุนแขน คอเข่า เอว ข้อเท้า การฝึกอาจจัดให้เป็นแนววงกลมหรือแถวเดียวหน้ากระดานและให้ทำพร้อมกัน คำนึงถึงความสะดวกในการดูแลอย่างทั่วถึง จุดสำคัญต้องเน้นคือการหาทางจูงใจเด็กให้เกิดความสนใจและสนุกสนานในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวพื้นฐานแบบนี้ เช่น
การก้มตัว คือ การงอพับข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายที่จะทำให้ร่างกายส่วนบนเข้ามาใกล้
กับส่วนกลาง
การเหยียดตัว คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงข้ามกับการก้มตัว โดยพยายามยืดเหยียดทุกส่วน
ของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การบิดตัว คือ การเคลื่อนไหวร่างกายโดยการบิดลำตัวท่อนบนไปรอบ ๆ แกนตั้ง
การหมุนตัว คือ การหมุนตัวไปรอบ ๆ ร่างกาย มากกว่าการบิดตัวซึ่งทำให้เท้าข้างหนึ่ง
อาจหมุนตามไปด้วย
การโยกตัว คือ การย้ายน้ำหนักส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยส่วน
ทั้งสองจะต้องแตะพื้นคนละครั้งสลับกันไป
การแกว่งหรือการหมุนเหวี่ยง คือ การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยหมุนรอบจุดใด
จุดหนึ่งให้เป็นรูปโค้งหรือรูปวงกลมที่แบบลูกตุ้มนาฬิกา เช่น การแกว่งแขน ขา ลำตัว เป็นต้น
การเอียง คล้ายกับการโยกส่วนโค้งจะเป็นโค้งเข้ากับพื้น ส่วนโค้งจะเป็นโค้งเข้าหาพื้น
ด้านซ้ายหรือด้านขวา การเอียงจะไมรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับการแกว่ง
การดันหรือผลัก การเคลื่อนไหวโดยการดัน มักจะเป็นการดันออกจากร่างกาย เช่น การดัน
สิ่งของและการกดสิ่งของ
การดึง เป็นการเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการดัน คือมักจะเป็นการดึงเข้าหาร่างกายหรือดึงไปทิศทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ
การสั่น คือ การเคลื่อนไหวที่มีการสั่นสะเทือนของส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือทุกส่วน
การตี เป็นการเคลื่อนไหวที่มาเร็วแล้วหยุด
1.2 การเคลื่อนไหวแบบสัมพันธ์ ซึ่งเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวที่ใช้ส่วนของร่างกายให้
สัมพันธ์กัน เช่น แขนกับขา ขาวกับลำตัว ทั้งนี้ต้องอาศัยความแข็งแรงและสมรรถภาพทางกายของบุคคลเป็นองค์ประกอบด้วย โดยนำเอาทักษะพื้นฐานมาผสมให้ติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ย่อตัวลงแล้วเหยียดตัวขึ้น ผลักแล้วดึง เอียงแล้วเหวี่ยง เหวี่ยงแล้วบิดตัวไปมา เป็นต้น
1.3 การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ เป็นการใช้อุปกรณ์มาประกอบในการเคลื่อนไหว
โดยไม่เคลื่อนที่ เช่นไม้ คฑา บอล ห่วง ยางรถยนต์
2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายแบบง่าย ๆ และสลับซับซ้อน เป็นการเคลื่อนน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งและได้ระยะทางไปด้วย ซึ่งแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ
2.1 การเคลื่อนไหวปกติ ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่เป็นแบบอย่างของอิริยาบถง่าย ๆ ทั่วไป
เช่น
การเดิน หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักก้าวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกครั้งหนึ่งจะต้องอยู่
บนพื้นเสมอ
การวิ่ง หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่ง โดยในขณะที่ถ่าย
น้ำหนักตัวนั้น เท้าทั้งสองจะไม่อยู่บนพื้นเลย จังหวะการลงสู่พื้นดินเรียกว่าจังหวะเดิน
การกระโดด หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นพร้อมกันทั้งสองเท้า แล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองพร้อม ๆ กัน ขณะที่ลงสู่พื้นเข่าทั้งสองจะต้องย่อเล็กน้อยเพื่อผ่อนแรงกระแทก การลงสู่พื้นต้องลงด้วย
การกระโจน หมายถึง การวิ่งช้า ๆ ให้ลอยตัวอยู่ในอากาศนาน ๆ กว่าธรรมดา ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าก่อนฝ่าเท้า และงอเข่าในขั้นสุดท้ายตามจังหว ะเป็นการรวมทั้งทักษะการเดินกับวิ่งเข้าด้วยกัน
การเขย่ง หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นด้วยขาข้างเดียวแล้วลงสู่พื้นด้วยขาข้างเดิม ไม่มีการถ่ายน้ำหนักตัวจากขาขาหนึ่งไปอีกขาหนึ่ง ขาจะทำงานเพียงข้างเดียว
การก้าวชิด หมายถึง การก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งไปข้างหน้าแล้วก้าวเท้าหลังตามมาชิดกับ
เท้าหน้า ถ้าทำแบบเดียวกันตลอดหรือสลับเปลี่ยนเท้าได้
2.2 การเคลื่อนไหวพิเศษ เป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ใช้พื้นฐานการเดิน การวิ่ง การเขย่ง โดยการเพิ่มก้าวและจังหวะ ลักษณะการก้าวจะผสมกัน เช่น
การสไลด์/การลื่นไถล หมายถึง การผสมผสานของการเดินสองก้าว ก้าวแรกจะก้าวไป
ทางไหนก็ได้โดยเท้าอีกข้างก็จะก้าวตามไปชิดโดยเร็ว การก้าวแบบนี้เท้าแรกจะลากไปตามพื้นเท้าอีกข้างจะลากตามไปชิด การลากเท้าไปชิดแต่ละครั้งต้องไม่ให้เท้าพ้นพื้น และให้เข้ากับจังหวะดนตรี
การวิ่งสลับเท้า หมายถึง การผสมผสานระหว่างการวิ่งกับการเขย่ง เป็นการก้าวกระโดดเขย่งโดยจังหวะที่ใช้ในการกระโดดสลับเท้านั้นเร็ว เป็นจังหวะแบ่งก้าวกระโดดเขย่งด้วยเท้าซ้ายและก้าวเท้าขวา
การควบม้า หมายถึง การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยการก้าวตามชิดอีกเท้าหนึ่งเข้าไปชิดเท้า
หน้า ซึ่งเท้าเดิมจะนำหน้าอยู่เสมอตามจังหวะ หลาย ๆ ครั้งติดต่อกันแล้วอาจจะเปลี่ยนเท้านำก็ได้ การควบม้าเป็นพื้นฐานของการทำโพลกา้
การกระโดดกระต่าย หมายถึง การกระโดดลอยตัวไปข้างหน้าหรือถอยหลังลงสู่พื้นดินด้วยเท้าคู่แบบการกระโดด แต่จังหวะการลงสู่พื้นช้ากว่าและลงสู่พื้นด้วยปลายเท้า ทรงตัวบนปลายเท้าย่อเข่าจังหวะช้ากับจังหวะเดิมเป็นการเลียนแบบกระโดดของกระต่าย อาจจะเอามือทั้งสองชูขึ้นข้างหูคล้ายกับกระต่ายก็ได้
การชิด – ก้าว หมายถึง การก้าวเท้าไปแล้วลากเท้ามาชิด แล้วก้าวเท้าที่ก้าวนำไปครั้งแรก
ไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวตามจังหวะ ก้าว-ชิด-ก้าว
การเดินซาติส หมายถึง การเดินไปข้างหน้า 3 ก้าวและกระโดดเขย่งในก้าวที่ 4
(เดิน-เดิน-เดิน-กระโดดเขย่ง)
การเดินโพลก้า เหมือนกับการทำ ก้าว-ชิด-กา้ ว แต่เพิ่มการกระโดดเขย่งเข้าไปด้วย
(กระโดดเขย่ง-ก้าว-ชิด-ก้าว)
การเดินมาเซอร์ก้า หมายถึง การก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ก้าวเท้าขวาตัดซ้าย มาวางแทน
เท้าซ้ายแล้วกระโดดเขย่งด้วยปลายเท้า งอเข่าซ้ายแล้วเริ่มไปข้างเดิมเสมอ (ก้าว-ก้าวเขย่ง-ก้าวเขย่ง)
การเขย่ง หมายถึง การใช้เท้าหนึ่งเป็นแกนหมุน ใช้เท้าอีกเท้าหนึ่งก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เป็นการเคลื่อนที่ในวงกลม น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าที่เป็นแกนหมุน เป็นพื้นฐานของการคล้องคู่หมุน การหมุนคู่ที่เหวี่ยงตัวไปหาคู่ต่อไป
สุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
สุนทรียศึกษา หมายถึง การจัดการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดความสุนทรีย์ และพัฒนา ความไวในการรับรู้ความรู้สึกสุนทรีย์ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนให้สูงขึ้น ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการค้นพบอิสรภาพของตนเอง ส่งเสริมประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนค้นพบแนวทาง ในการรับรู้ที่หลากหลาย ส่งเสริมการใช้สติปัญญา จินตนาการ และส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และความรู้สึกให้สูงขึ้น จากการทำงานศิลปะทุกแขนง พิจารณาคุณค่าของงานศิลปะ และ การได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ
การจัดสุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
ประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็กปฐมวัย
นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “ประสบการณ์สุนทรียะ” ไว้ดังนี้
Ralph Smith (1985 อ้างถึงใน Lim, 2000) ได้ให้มุมมอง 4 มุมมองเกี่ยวกับประสบการณ์
สุนทรียะ ไว้ดังนี้ คือ
1) ในมุมมองของ Monroe Beardsley กล่าวว่า ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “แก่นแท้ของความพอใจ” ซึ่งไม่ใช่เพียงภาวะของความรู้สึกดี หรือความสนุกสนาน แต่ว่าเป็นความพอใจที่ขับมาจากการมีประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อน และมีความรอบรู้ในงานศิลปะที่หลากหลายและโดดเด่น
2) ในมุมมองของ Harold Osborne ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “การรับรู้คุณค่าที่มีอยู่เดิม” เป็นการรับรู้คุณค่าภายในของสิ่งนั้น ความสามารถในการรับรู้ที่มีการกลั่นกรอง และพิจารณาอย่างระมัดระวัง ในภาวะของสิ่งนั้น ๆ เป็นการตระหนักรู้ขั้นสูง ที่ทำให้บุคคลรู้สึกถึงความสำคัญ ตื่นตัว และทำให้จิตมีการทำงานที่เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ
3) ในมุมมองของ Nelson Goodman ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “ความเข้าใจ” ที่มีความเป็นพลวัตร (หมุนเปลี่ยน และมีผลกระทบต่อเนื่อง) ที่ไม่หยุดนิ่ง ที่สร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อน มีการแยกแยะแจกแจง การรับรู้ด้วยจิต เพื่อที่จะชี้บ่งบอก หรือตีความสัญลักษณ์ การทำงานของปัญญาของงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ ที่สามารถทำให้แยกแยะถึงความแตกต่าง
4) ในมุมมองของ Eugene Kaelin ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “ประสิทธิภาพที่มีอยู่ภายใน” เป็นความสามารถมองปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่นั้น โดยที่เน้นลงไปที่การสื่อสารอย่างเป็นอิสระในงานศิลปะ และความรู้สึก ความเหมาะเจาะกลมกลืนระหว่างสิ่งที่เห็นในผิวระนาบกับความลึก หรือความหมายที่มีอยู่ภายในนทึกสะท้อนการเรียนรู้)
จากการศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับจังหวะ การเคลื่อนไหว กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้น และสื่อทางสุนทรียศึกษา ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าพัฒนาการของเด็กปฐมวัยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงจากการสอนแบบนั่งโต๊ะ แต่ต้องอาศัยกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้ขยับร่างกาย ได้เล่น ได้ใช้ประสาทสัมผัส และได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมคือ การจัดกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวต้องผ่านการออกแบบอย่างตั้งใจ กิจกรรมที่ดูง่าย เช่น การให้เด็กเดินตามจังหวะ หรือขยับตัวตามเสียงเพลง แท้จริงแล้วมีความหมายเชิงพัฒนาการอย่างลึกซึ้ง ทั้งการฝึกสมาธิ การประสานงานของร่างกาย การเข้าใจจังหวะ และการควบคุมอารมณ์
ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “สื่อ” ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรี ผ้าพลิ้ว หรือของเล่นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้เด็กอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม อีกทั้งยังช่วยลดความเหนื่อยล้าของครูในการสอนด้วย
โดยสรุป การจัดกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัยมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็กในทุกด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา และเป็นสิ่งที่ควรได้รับความสำคัญในการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง
📚 แหล่งอ้างอิงของบทความ
จากเนื้อหาในบทความที่คุณส่งมา มีการอ้างอิงถึงนักวิชาการ 2 ท่าน คือ Pica (2010) และ Nye (1983)
1. แหล่งอ้างอิงจาก Pica (2010)
บทความอ้างถึง Pica (2010) ในส่วนของพัฒนาการการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะของเด็กปฐมวัย (3-5 ปี)
แหล่งที่มาหลัก
ผู้แต่ง: Pica, R.
ปี: 2010
ชื่อหนังสือ/ผลงาน: Experiences in Movement and Music: Birth to Age 8 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4)
สำนักพิมพ์: Wadsworth Cengage Learning, Belmont.
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มักถูกอ้างถึงในงานวิจัยด้านการศึกษาปฐมวัยและกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ซึ่งตรงกับเนื้อหาในบทความของคุณครับ
2. แหล่งอ้างอิงจาก Nye (1983)
บทความอ้างถึง Nye (1983) ในส่วนของพัฒนาการการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบดนตรีของเด็กอายุ 3-5 ปี
แหล่งที่มาหลัก
ผู้แต่ง: Nye, V.
ปี: 1983
ชื่อหนังสือ/ผลงาน: Music for Young Children (อาจเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 หรือ 4)
สำนักพิมพ์: Prentice-Hall.
หมายเหตุ: Nye เป็นนักวิชาการที่มีผลงานด้านดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็ก ข้อมูลพัฒนาการที่อ้างถึงมักพบในบทที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประกอบดนตรี
Pica, R. (2010). Experiences in Movement and Music: Birth to Age 8. (4th ed.). Belmont: Wadsworth Cengage Learning.
Nye, V. (1983). Music for Young Children. (3rd or 4th ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
สาริกา แก้วน้ำ, สุพรทิพย์ ภุมมา, ประทีป สุทัศน์ และรังสิมา อุดมกิจ. (2553). ผลของชุดกิจกรรมเคลื่อนไหว
ประกอบเพลงที่มีต่อทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรม ในสถาบันราชานุกูล.
กรุงเทพมหานคร: กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.